คอร์สพื้นฐาน FRM Part 1
คอร์สที่มีโครงสร้างสำหรับ FRM Part 1 ครอบคลุมพื้นฐานการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตลาดและผลิตภัณฑ์การเงิน การประเมินมูลค่าและแบบจำลองความเสี่ยง ความเสี่ยงตลาด เครดิต ปฏิบัติการ และสภาพคล่อง พร้อมข้อสอบที่เชื่อมโยง
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
- เข้าใจโครงสร้างการสอบ FRM Part 1 และน้ำหนักหัวข้อ
- นำธรรมาภิบาลความเสี่ยงและการวิเคราะห์เชิงปริมาณไปใช้ในการตัดสินใจจริง
- เข้าใจตลาด ผลิตภัณฑ์การเงิน การประเมินมูลค่า และแบบจำลองความเสี่ยง
- ระบุปัจจัยเสี่ยงตลาด เครดิต ปฏิบัติการ และสภาพคล่อง
- วางแผนทบทวนพร้อมข้อสอบ FRM ที่เชื่อมโยง
ก่อนเริ่มเรียน
- พื้นฐานพีชคณิตและความน่าจะเป็น
- ความคุ้นเคยกับตลาดการเงินช่วยได้แต่ไม่จำเป็น
บทเรียน 1 ภาพรวมการสอบ FRM Part 1 และธรรมาภิบาลความเสี่ยง
การสอบ FRM Part 1 เป็นการสอบผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีคำถามแบบเลือกตอบ 100 ข้อซึ่งผู้เข้าสอบต้องทำภายในสี่ชั่วโมง การสอบครอบคลุมสี่หัวข้อ ได้แก่ พื้นฐานการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ตลาดและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และแบบจำลองการประเมินมูลค่าและความเสี่ยง โดยมีน้ำหนักประมาณ 20% 20% 30% และ 30% ตามลำดับ
พื้นฐานการบริหารความเสี่ยงแนะนำแนวคิดหลักที่หล่อหลอมการปฏิบัติด้านความเสี่ยงสมัยใหม่ การบริหารความเสี่ยงทั้งองค์กรหรือ ERM ปฏิบัติต่อความเสี่ยงของทั้งองค์กรเสมือนเป็นพอร์ตโฟลิโอเดียว เพื่อให้หน่วยธุรกิจต่าง ๆ ไม่บริหารความเสี่ยงอย่างแยกส่วน คำชี้แจงความเสี่ยงที่ยอมรับได้จะแปลงกลยุทธ์ให้เป็นวงเงินที่วัดผลได้ซึ่งองค์กรยินดีรับ
ธรรมาภิบาลความเสี่ยงที่ดีกำหนดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน คณะกรรมการอนุมัติกลยุทธ์และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ กำกับดูแลกรอบการทำงาน และรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นในขั้นสุดท้าย ฝ่ายบริหารระดับสูงนำนโยบายไปปฏิบัติ ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงหรือ CRO นำหน้าที่ความเสี่ยงอิสระและรายงานความเสี่ยงที่เปิดรับต่อคณะกรรมการและหน่วยงานกำกับดูแล
มาตรฐานเงินทุนของ Basel เป็นกรอบการทำงานระดับโลก Basel II นำเสนอสามเสาหลัก ได้แก่ เงินทุนขั้นต่ำ การทบทวนของผู้กำกับดูแล และวินัยของตลาด ส่วน Basel III เสริมความแข็งแกร่งของคุณภาพเงินทุน สภาพคล่อง และข้อกำหนดด้านเลเวอเรจหลังวิกฤตปี 2008
- รู้จักหัวข้อทั้งสี่ของ FRM Part 1 และน้ำหนักโดยประมาณ
- แยกแยะ ERM จากการบริหารความเสี่ยงแบบแยกส่วน
- อธิบายว่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้และวงเงินชี้แนะการตัดสินใจรายวันอย่างไร
- เปรียบเทียบความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ฝ่ายบริหารระดับสูง และ CRO
- สรุปวิวัฒนาการจาก Basel I ถึง Basel III
เคล็ดลับฝึกฝน ภาพรวมการสอบ FRM Part 1 และธรรมาภิบาลความเสี่ยง: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
ธนาคารระดับภูมิภาคกำหนดความเสี่ยงที่ยอมรับได้ขององค์กรที่ 50 ล้านดอลลาร์ สำหรับการยอมรับผลขาดทุนรายปีและเป้าหมายผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น 15% คณะกรรมการอนุมัติคำชี้แจงความเสี่ยงที่ยอมรับได้ซึ่งจัดสรรวงเงินตามประเภท ได้แก่ ความเสี่ยงด้านเครดิต 30 ล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงด้านตลาด 12 ล้านดอลลาร์ และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ 8 ล้านดอลลาร์
ณ สิ้นไตรมาส CRO รายงานผลขาดทุนด้านตลาด 14 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกินวงเงินความเสี่ยงด้านตลาด 2 ล้านดอลลาร์ ภายใต้กรอบธรรมาภิบาล คณะกรรมการทบทวนการเกินวงเงิน ฝ่ายบริหารระดับสูงเสนอแผนบรรเทาความเสี่ยง และ CRO กำหนดให้เพิ่มกันชนเงินทุนอีก 5 ล้านดอลลาร์ ก่อนฟื้นฟูวงเงิน
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้ วงเงิน การรายงาน และการเลื่อนระดับปัญหาทำงานร่วมกันเป็นวงรอบการควบคุมเดียว
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 2 การวิเคราะห์เชิงปริมาณสำหรับ FRM Part 1
การวิเคราะห์เชิงปริมาณช่วยให้ผู้บริหารความเสี่ยงมีเครื่องมือในการวัดความไม่แน่นอน แนวคิดความน่าจะเป็นเริ่มจากตัวแปรสุ่ม ค่าคาดหวัง ความแปรปรวน และความแปรปรวนร่วม ซึ่งอธิบายว่าผลลัพธ์กระจายตัวอย่างไรและตัวแปรสองตัวเคลื่อนไหวร่วมกันอย่างไร
การแจกแจงทั่วไปมีความสำคัญในทางปฏิบัติ การแจกแจงปกติรองรับแบบจำลองความเสี่ยงหลายแบบ การแจกแจงล็อกนอร์มอลทำให้ราคาสินทรัพย์เป็นบวกเสมอ และการแจกแจงทวินามใช้อธิบายผลลัพธ์แบบไม่ต่อเนื่อง การถดถอยเชิงเส้นประมาณความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระหนึ่งตัวหรือมากกว่า ขณะที่สหสัมพันธ์และความแปรปรวนร่วมสรุปการพึ่งพากัน
การทดสอบสมมติฐานช่วยให้นักวิเคราะห์ตัดสินใจว่าหลักฐานสนับสนุนข้อเรียกร้องหรือไม่ โดยใช้สมมติฐานหลัก สถิติทดสอบ และระดับนัยสำคัญ การจำลองแบบมอนติคาร์โลสร้างสถานการณ์สุ่มจำนวนมากจากการแจกแจงที่กำหนดไว้และรวมผลลัพธ์เพื่อประมาณความน่าจะเป็นที่ยากต่อการแก้ด้วยวิธีวิเคราะห์
Value at Risk หรือ VaR สรุปผลขาดทุนที่คาดหวังร้ายแรงที่สุดภายในขอบเขตเวลาที่กำหนดที่ระดับความเชื่อมั่นหนึ่ง VaR แบบพาราเมตริกสมมติการแจกแจงปกติและใช้ค่าเฉลี่ยกับส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนวิธีเชิงประวัติศาสตร์และมอนติคาร์โลใช้ข้อมูลที่สังเกตได้หรือข้อมูลจำลอง
- คำนวณค่าคาดหวัง ความแปรปรวน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
- รู้จักการแจกแจงปกติ ล็อกนอร์มอล และทวินาม
- ตีความสัมประสิทธิ์การถดถอย R-squared และสหสัมพันธ์
- ประยุกต์ขั้นตอนการทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ สมมติฐานหลัก สถิติ ค่า p และการตัดสินใจ
- อธิบายแนวคิดของ VaR และความแตกต่างระหว่าง VaR แบบพาราเมตริก เชิงประวัติศาสตร์ และมอนติคาร์โล
เคล็ดลับฝึกฝน การวิเคราะห์เชิงปริมาณสำหรับ FRM Part 1: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
กองทุนถือพอร์ตโฟลิโอมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ โดยมีผลตอบแทนรายวันที่คาดหวัง 0% และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานรายวัน 2% ภายใต้สมมติฐานว่าผลตอบแทนมีการแจกแจงปกติ VaR แบบพาราเมตริกรายวันที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ใช้ค่าวิกฤต 1.645
VaR รายวันเท่ากับ 1.645 × 2% = 3.29% ของพอร์ตโฟลิโอ หรือ 329,000 ดอลลาร์ ภายใต้แบบจำลองปกติ กองทุนคาดว่าจะขาดทุนไม่เกินจำนวนนี้ใน 95% ของวันซื้อขาย ขณะที่ผลขาดทุนที่ใหญ่ขึ้นอาจเกิดขึ้นในอีก 5%
ข้อมูลนำเข้าเดียวกันให้ VaR ที่ระดับ 99% เท่ากับ 2.33 × 2% = 4.66% หรือ 466,000 ดอลลาร์ การเพิ่มระดับความเชื่อมั่นทำให้ VaR สูงขึ้นเพราะแบบจำลองมองลึกลงไปในหางของการแจกแจง
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 3 ตลาดการเงิน ผลิตภัณฑ์ และแบบจำลองการประเมินมูลค่า
ตลาดและผลิตภัณฑ์ทางการเงินแนะนำเครื่องมือที่ซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ ตราสารทุน อนุพันธ์ และปริวรรตเงินตราต่างประเทศ ตราสารหนี้เป็นตราสารหนี้สินที่มีการจ่ายคูปองและชำระเงินต้น หุ้นแทนความเป็นเจ้าของ ส่วนอนุพันธ์เช่นฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส ออปชัน และสว็อปมีมูลค่ามาจากสินทรัพย์อ้างอิงหรืออัตราดอกเบี้ย
การประเมินมูลค่าเริ่มจากการกำหนดราคาตราสารหนี้ ราคาเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตที่คิดลดด้วยอัตราผลตอบแทนของตลาด เดอเรชันวัดการเปลี่ยนแปลงราคาโดยประมาณเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ส่วนความนูนจับความโค้งของเส้นกราฟซึ่งทำให้ประมาณการแม่นยำขึ้นสำหรับการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ขึ้น
การกำหนดราคาออปชันสร้างจากตรรกะของผลตอบแทน ออปชันสิทธิ์ซื้อให้สิทธิ์ในการซื้อ และออปชันสิทธิ์ขายให้สิทธิ์ในการขาย โดยแต่ละแบบมีราคาใช้สิทธิ์คงที่ แบบจำลองทวินามประเมินมูลค่าออปชันโดยสร้างแผนผังราคาสินทรัพย์อ้างอิงที่เป็นไปได้ ป้องกันความเสี่ยงของสถานะ และคิดลดผลตอบแทนที่คาดหวังภายใต้ความเป็นกลางต่อความเสี่ยง
แบบจำลองการประเมินมูลค่าและความเสี่ยงนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้วัดความเสี่ยงที่เปิดรับ กำหนดราคาสถานะที่ซับซ้อน และทดสอบความอ่อนไหวของพอร์ตโฟลิโอต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ราคา และความผันผวน
- ระบุตราสารหนี้ หุ้น ออปชัน ฟอร์เวิร์ด ฟิวเจอร์ส สว็อป และเครื่องมือปริวรรตเงินตรา
- กำหนดราคาตราสารหนี้โดยคิดลดกระแสเงินสดคูปองและเงินต้น
- ใช้เดอเรชันและความนูนเพื่อประมาณการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้
- อธิบายรูปแบบผลตอบแทนของออปชันสิทธิ์ซื้อและสิทธิ์ขายเมื่อครบกำหนด
- ประเมินมูลค่าออปชันง่าย ๆ ด้วยแผนผังทวินามหนึ่งขั้น
เคล็ดลับฝึกฝน ตลาดการเงิน ผลิตภัณฑ์ และแบบจำลองการประเมินมูลค่า: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
ตราสารหนี้อายุ 3 ปีมีคูปองรายปี 5% มูลค่าหน้าตั๋ว 1,000 ดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนตลาด 6% ราคาเท่ากับมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสด: 50 / 1.06 + 50 / 1.06^2 + 1,050 / 1.06^3 ≈ 973.39 ดอลลาร์
เดอเรชันแบบ Macaulay ของตราสารหนี้ประมาณ 2.86 ปี ซึ่งให้เดอเรชันปรับแก้ประมาณ 2.70 หากอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 25 จุดพื้นฐาน การประมาณด้วยเดอเรชันระบุว่าราคาจะลดลงราว 2.70 × 0.25% = 0.67% หรือประมาณ 6.56 ดอลลาร์ เหลือ 966.83 ดอลลาร์
การปรับความนูนช่วยให้ค่าประมาณแม่นยำขึ้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างราคาและผลตอบแทนมีความโค้ง เดอเรชันใช้ได้ดีสำหรับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย การเพิ่มความนูนทำให้การประมาณแม่นยำขึ้นสำหรับการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ขึ้น
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 4 ความเสี่ยงด้านตลาด เครดิต การดำเนินงาน และสภาพคล่อง
ความเสี่ยงด้านตลาดวัดผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์ของอัตราดอกเบี้ย ราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มูลค่าความเสี่ยง (VaR) รายวันที่ระดับ 95% หรือ 99% สรุปความเสี่ยงส่วนหาง ในขณะที่ผลขาดทุนที่คาดหวัง (ES) คำนวณค่าเฉลี่ยของผลขาดทุนที่เกินเกณฑ์ VaR การทดสอบภาวะวิกฤต (stress testing) และการทดสอบย้อนหลัง (backtesting) ใช้ประเมินพฤติกรรมของแบบจำลองภายใต้สถานการณ์รุนแรงและเทียบกับผลที่เกิดขึ้นจริง
ความเสี่ยงด้านเครดิตเกิดขึ้นเมื่อคู่สัญญาหรือผู้กู้ไม่ปฏิบัติตามภาระผูกพัน นักวิเคราะห์ประมาณความน่าจะเป็นของการผิดนัดชำระหนี้ ความเสี่ยงจากการเลื่อนอันดับเครดิต และผลขาดทุนที่คาดหวังจากความเสี่ยงที่เปิดรับ จำนวนขาดทุนเมื่อผิดนัด และความน่าจะเป็นของการผิดนัด CVA ปรับมูลค่าอนุพันธ์สำหรับความเสี่ยงด้านเครดิตของคู่สัญญา และหลักประกัน การหักกลบ และมาร์จิ้นช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว
ความเสี่ยงด้านการดำเนินงานครอบคลุมผลขาดทุนจากความล้มเหลวของกระบวนการ บุคลากร ระบบ และเหตุการณ์ภายนอก สถาบันรวบรวมข้อมูลผลขาดทุนภายในและภายนอก ดำเนินการวิเคราะห์สถานการณ์ และออกแบบการควบคุม วงเงิน และขั้นตอนการยกระดับปัญหาเพื่อจัดการความรุนแรงและความถี่ของผลขาดทุน
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องมีสองมิติ ได้แก่ สภาพคล่องทางการเงินและสภาพคล่องของตลาด สภาพคล่องทางการเงินเกี่ยวข้องกับความสามารถในการชำระภาระผูกพันเงินสด ส่วนสภาพคล่องของตลาดเกี่ยวข้องกับต้นทุนและความรวดเร็วในการปิดสถานะ LCR และ NSFR วัดความยืดหยุ่นระยะสั้นและแหล่งเงินทุนที่มั่นคง และการทดสอบภาวะวิกฤตเผยให้เห็นจุดเปราะบางภายใต้ภาวะการเงินและตลาดที่ตึงเครียด
- ใช้ VaR และ ES เพื่อวัดความเสี่ยงส่วนหางของตลาด
- เชื่อมโยง PD LGD EAD อันดับเครดิต CVA และหลักประกันในการวิเคราะห์เครดิต
- รวมข้อมูลผลขาดทุน สถานการณ์ และการควบคุมเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน
- แยกแยะสภาพคล่องทางการเงินจากสภาพคล่องของตลาด
- ประยุกต์ใช้ LCR NSFR และการทดสอบภาวะวิกฤตด้านสภาพคล่อง
เคล็ดลับฝึกฝน ความเสี่ยงด้านตลาด เครดิต การดำเนินงาน และสภาพคล่อง: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
สมมติว่าพอร์ตมี VaR รายวันที่ระดับ 99% เท่ากับ 4.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ES เท่ากับ 6.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันวิกฤต การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย 200 จุดพื้นฐานและราคาหุ้นลดลง 15% ก่อให้เกิดผลขาดทุนโดยประมาณ 11.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกิน VaR แต่ยังอยู่ภายในเงินทุนสำรองภาวะวิกฤตของพอร์ต
สำหรับความเสี่ยงด้านเครดิต สมมติว่าคู่สัญญามีความน่าจะเป็นผิดนัดชำระหนี้รายปี 2% ความเสี่ยงที่เปิดรับเมื่อผิดนัด 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนขาดทุนเมื่อผิดนัด 40% ผลขาดทุนที่คาดหวังเท่ากับ 2% × 10,000,000 × 40% = 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ และการปรับ CVA จะสะท้อนมูลค่าตลาดของความเสี่ยงผิดนัดนั้น
ในการทดสอบภาวะวิกฤตทางการเงิน สมมติว่ากระแสเงินสดไหลออกสุทธิใน 30 วันเท่ากับ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสินทรัพย์สภาพคล่องคุณภาพสูงเท่ากับ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ LCR จึงเท่ากับ 30/25 = 120% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 100%
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 5 แผนทบทวนและกลยุทธ์สำหรับ FRM Part 1
แผนทบทวน FRM Part 1 ที่เป็นจริงในช่วง 4-6 สัปดาห์เริ่มต้นด้วยการประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา ทำแบบทดสอบวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จัดลำดับหัวข้อตามจุดอ่อน และจัดบล็อกรายสัปดาห์รอบหัวข้อที่มีผลกระทบสูงสุด อ่านเนื้อหาหลักให้จบในสองสัปดาห์แรก เพื่อให้สัปดาห์ถัดไปมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้และการเรียกคืนความทรงจำ
ใช้การทบทวนแบบเว้นช่วง (spaced repetition) สำหรับสูตรและคำนิยาม ทบทวนแต่ละหัวข้อหลังหนึ่งวัน จากนั้นหลังสามวัน และสัปดาห์ละครั้งจนถึงวันสอบ การทบทวนช่วงสั้นๆ วันละ 60-90 นาทีดีกว่าการอ่านแบบหักโหมที่ไม่สม่ำเสมอ เพราะสร้างความจำที่คงทน
กลยุทธ์การทำข้อสอบจำลองสำคัญพอๆ กับเนื้อหา ทำข้อสอบจำลองแบบจับเวลาอย่างน้อยสามครั้งในเงื่อนไขใกล้เคียงการสอบจริง ตรวจทุกข้อผิดพลาด และจัดประเภทเป็นช่องว่างความรู้ ความผิดพลาดในการคำนวณ หรือความผิดพลาดจากแรงกดดันด้านเวลา จากนั้นใช้การจัดประเภทนี้ปรับแผนการเรียนถัดไป
วินิจฉัยจุดอ่อนด้วยคะแนนรายหัวข้อ แล้วทบทวนเฉพาะส่วนที่อ่อนก่อนทดสอบใหม่ ฝึกบริหารเวลาด้วยการกำหนดงบประมาณเวลาต่อข้อและข้ามข้อที่ยากตั้งแต่แรก ในวันสอบ ไปถึงที่สอบแต่เช้า ทำตามกิจวัตรที่คุ้นเคย และให้ความสำคัญกับสูตรและรูปแบบข้อที่เชี่ยวชาญ
- วินิจฉัยจุดอ่อนด้วยแบบทดสอบจับเวลาก่อนวางแผน
- จัดตารางทบทวนแบบเว้นช่วงที่ 1, 3 และ 7 วัน
- ทำข้อสอบจำลองเต็มรูปแบบแบบจับเวลาอย่างน้อยสามครั้ง
- จัดประเภทข้อผิดพลาดเพื่อแก้ไขได้ตรงจุด
- นอนให้เพียงพอและทบทวนสูตรหนึ่งหน้าก่อนวันสอบ
เคล็ดลับฝึกฝน แผนทบทวนและกลยุทธ์สำหรับ FRM Part 1: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
สมมติว่าเหลือเวลาหกสัปดาห์ก่อนสอบและคุณได้คะแนน 62% ในการวินิจฉัย โดยผลคะแนนต่ำสุดในวิชาการประเมินมูลค่า ความเสี่ยงด้านตลาด และวิธีเชิงปริมาณ สัปดาห์ที่ 1 เน้นพื้นฐานและเชิงปริมาณ สัปดาห์ที่ 2 เน้นการประเมินมูลค่าและความเสี่ยงด้านตลาด สัปดาห์ที่ 3 เน้นความเสี่ยงด้านเครดิต การดำเนินงาน และสภาพคล่อง สัปดาห์ที่ 4 เน้นการทบทวนเต็มรูปแบบและข้อสอบจำลองครั้งที่ 1 สัปดาห์ที่ 5 เน้นข้อสอบจำลองครั้งที่ 2 และ 3 พร้อมทบทวนจุดอ่อนตามเป้าหมาย และสัปดาห์ที่ 6 เน้นการทบทวนครั้งสุดท้ายและเตรียมพร้อมวันสอบ
ในสัปดาห์ที่ 4 คุณทำข้อสอบจำลอง 100 ข้อในเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที ตอบผิด 18 ข้อ และจัดประเภทเป็นช่องว่างความรู้ 6 ข้อ ความผิดพลาดในการคำนวณ 8 ข้อ และความผิดพลาดจากแรงกดดันด้านเวลา 4 ข้อ แผนจึงจัดเวลาสองช่วงเย็นเพิ่มเติมสำหรับฝึกคำนวณและหนึ่งช่วงสำหรับฝึกจังหวะการทำข้อแทนการอ่านหนังสือทั้งเล่มซ้ำ
หลังการทบทวนแต่ละครั้ง ให้ใช้เวลา 10 นาทีเขียนสูตรที่จำได้จากความทรงจำ หากได้ 8 จาก 10 ข้อ แสดงว่าเนื้อหาพร้อมสำหรับช่วงห่างถัดไป
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม