คอร์สพื้นฐานเชิงปริมาณและวาจา GMAT

คอร์สเตรียมสอบ GMAT ฟรีนี้แนะนำรูปแบบ GMAT Focus ครอบคลุม Quantitative Reasoning, Data Sufficiency และ Data Insights, Critical Reasoning และ Sentence Correction แต่ละบทเรียนมาพร้อมคำอธิบายกระชับ ตัวอย่าง และลิงก์ข้อสอบฝึกหัดเพื่อให้คุณทดสอบความเข้าใจได้ทันที

ระดับ: GMAT ความยาก: medium 5 บทเรียน 75 นาที
ความคืบหน้าของคอร์ส 0 / 5
กลับไปคอร์ส

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • เข้าใจรูปแบบ GMAT Focus จำนวนข้อ เวลา และช่วงคะแนน 205-805
  • ใช้กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพกับข้อ Quantitative Reasoning
  • ประเมินความเพียงพอของข้อมูลและตีความข้อ Data Insights ประเภทต่างๆ
  • วิเคราะห์ข้อโต้แย้งและอ่านข้อความ GMAT อย่างตั้งใจ
  • เพิ่มความแม่นยำใน Sentence Correction และวางกิจวัตรวันสอบ

ก่อนเริ่มเรียน

  • ทักษะพื้นฐานในการอ่านภาษาอังกฤษและความเข้าใจคณิตศาสตร์ระดับมัธยม
  • อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำหรับการฝึกซ้อม
  • ความพร้อมในการทำแบบทดสอบวินิจฉัยและทบทวนข้อผิดอย่างสม่ำเสมอ

บทเรียน 1 โครงสร้างการสอบ GMAT คะแนน และกลยุทธ์การเตรียมตัว

GMAT Focus เป็นการสอบ GMAT เวอร์ชันปัจจุบันที่วัดทักษะสำคัญสำหรับโรงเรียนธุรกิจ ได้แก่ Quantitative Reasoning, Verbal Reasoning และ Data Insights ผู้สอบเลือกลำดับการทำสามส่วนนี้ได้เอง โดยใช้เวลารวมประมาณ 2 ชั่วโมง 15 นาที และมีเวลาพักหนึ่งช่วง รูปแบบที่กระชับขึ้นนี้ออกแบบมาให้สอดคล้องกับทักษะที่ใช้ในที่ทำงานจริง

ส่วน Quantitative Reasoning มี 21 ข้อและเวลาทำ 45 นาที ส่วน Verbal Reasoning มี 23 ข้อในเวลา 45 นาที และส่วน Data Insights มี 20 ข้อในเวลา 45 นาที คะแนนรวมอยู่ในช่วง 205-805 โดยแต่ละส่วนมีคะแนนแยกอยู่ระหว่าง 60-90 การรู้จำนวนข้อ เวลาที่ใช้ และช่วงคะแนนจะช่วยให้ตั้งเป้าหมายที่สมจริงได้

คะแนนรวมไม่ได้มาจากการบวกคะแนนสามส่วนเข้าด้วยกัน แต่เป็นคะแนนแยกที่สะท้อนผลงานโดยรวมของคุณ ดังนั้นเป้าหมายเช่น 655 จะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อแบ่งเป็นเป้าหมายรายส่วน เริ่มจากคะแนนวินิจฉัย แล้วคำนวณช่องว่างระหว่างคะแนนปัจจุบันกับเป้าหมาย เพื่อรู้ว่าต้องวางแผนเพิ่มคะแนนมากน้อยเพียงใด

ขั้นแรก ให้ทำแบบทดสอบวินิจฉัยในเงื่อนไขใกล้เคียงการสอบจริง แล้วบันทึกประเภทข้อที่ผิดบ่อย เช่น โจทย์ปัญหาคำ data sufficiency หรือ sentence correction จากผลลัพธ์นี้ วางแผนรายสัปดาห์ที่ประกอบด้วยการฝึกแบบจับเวลา การทบทวนข้อผิด และการเสริมพื้นฐานคณิตศาสตร์และคำศัพท์

การฝึกแบบจับเวลาสำคัญมาก เพราะความเร็วและความแม่นยำต้องพัฒนาควบคู่กัน หลังการฝึกแต่ละครั้ง ให้ทบทวนข้อที่ตอบผิดทุกข้อและเขียนสาเหตุ เช่น อ่านโจทย์พลาด คำนวณผิด หรือไม่เข้าใจแนวคิด การทบทวนข้อผิดอย่างสม่ำเสมอ มักช่วยเพิ่มคะแนนได้มากกว่าการทำโจทย์ให้เยอะเพียงอย่างเดียว

รักษาความสม่ำเสมอด้วยตารางเล็กๆ ที่ทำได้จริง เช่น สามครั้งต่อสัปดาห์ ใช้ชุดข้อสอบที่เชื่อมโยงกับคอร์สนี้เพื่อฝึกแบบตรงเป้าหมาย แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักก่อนวันสอบ การเข้าใจรูปแบบการสอบ ระบบคะแนน และกลยุทธ์การเรียนจะช่วยให้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่ไปถึงได้

เคล็ดลับฝึกฝน โครงสร้างการสอบ GMAT คะแนน และกลยุทธ์การเตรียมตัว: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว

ตัวอย่าง

ผู้สอบคนหนึ่งได้คะแนน 585 จากแบบทดสอบวินิจฉัยและตั้งเป้าหมายไว้ที่ 655 ดังนั้นช่องว่างที่ต้องปิดคือ 70 คะแนน แผนรายสัปดาห์ของเขาจึงจัดเวลาฝึกสองส่วนแบบจับเวลาและเวลาทบทวนข้อผิดหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ โดยเริ่มจากประเภทข้อที่ทำให้เสียคะแนนมากที่สุด

การแบ่งเป้าหมายเป็นเป้าหมายรายส่วนและตรวจสอบความคืบหน้าทุกสัปดาห์ช่วยให้ผู้สอบปรับแผนก่อนถึงวันสอบได้

อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม

บทเรียน 2 การแก้ปัญหาเชิงปริมาณ GMAT

ส่วน Quantitative Reasoning ใน GMAT Focus ทดสอบการแก้ปัญหาโดยใช้พื้นฐานคณิตศาสตร์ ไม่ใช่แคลคูลัส หัวข้อที่พบบ่อย ได้แก่ เลขคณิต พีชคณิต โจทย์ปัญหาคำ อัตราส่วน เปอร์เซ็นต์ และเรขาคณิตพื้นฐาน เช่น พื้นที่ ความยาวรอบรูป และมุม ข้อส่วนใหญ่ใช้เพียงตรรกะและการคำนวณที่สามารถใช้เครื่องคิดเลขบนหน้าจอช่วยได้

กุญแจสำคัญคือการแปลงโจทย์คำให้เป็นรูปแบบคณิตศาสตร์ กำหนดตัวแปรแทนสิ่งที่โจทย์ไม่บอก เขียนความสัมพันธ์เป็นสมการ แล้วตรวจหน่วยในทุกขั้นตอน ถ้าหน่วยไม่สอดคล้องกัน แสดงว่าแปลโจทย์ผิดเกือบแน่นอน และให้สังเกตคำสำคัญ เช่น per, of และ total ที่บ่งชี้การคำนวณแบบใดแบบหนึ่ง

เมื่อวิธีพีชคณิตดูยืดยาว ให้ใช้กลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ เช่น testing numbers, back-solving และ estimating ลองแทนค่าที่ง่ายและตรงเงื่อนไข ตรวจสอบตัวเลือกจากค่าที่แทน หรือประมาณคำตอบเพื่อตัดตัวเลือกที่ใหญ่หรือเล็กเกินไป กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาโดยไม่ลดความแม่นยำถ้าใช้อย่างระมัดระวัง

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดไม่ได้อยู่ที่การคำนวณ แต่อยู่ที่ การอ่านคำถามให้แม่นยำ อ่านประโยคสุดท้ายสองครั้งและระบุค่าที่โจทย์ต้องการ เช่น x + y ไม่ใช่เพียง x หรือมูลค่าเริ่มต้น ไม่ใช่มูลค่าหลังหักส่วนลด ข้อสอบ GMAT มักมีตัวเลือกที่ถูกสำหรับขั้นกลางเพื่อล่อผู้ที่หยุดเร็วเกินไป

การฝึกเป็นชุดแบบจับเวลาจะช่วยสร้างความเร็ว ทำชุดข้อหนึ่งในเวลา 45 นาที แล้วทำ บันทึกข้อผิด โดยจัดกลุ่มตามหัวข้อ เช่น เปอร์เซ็นต์ อัตราส่วน หรือเรขาคณิต เมื่อเห็นรูปแบบชัดเจนแล้ว คุณจะจัดลำดับการฝึกซ้อมไปยังหัวข้อที่อ่อนที่สุดได้

ใช้เครื่องคิดเลขบนหน้าจอสำหรับการคำนวณยาวๆ แต่ยังคงฝึกคิดเลขเร็วสำหรับขั้นตอนง่ายๆ ข้อเชิงปริมาณถูกออกแบบให้แก้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากการคำนวณซับซ้อนเกินไป อาจมีแนวทางที่ง่ายกว่า ให้ย้อนกลับไปที่โจทย์ ตรวจสอบข้อมูลที่ยังไม่ได้ใช้ แล้วเลือกวิธีที่สั้นที่สุด

เคล็ดลับฝึกฝน การแก้ปัญหาเชิงปริมาณ GMAT: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว

ตัวอย่าง

ถ้าโจทย์ให้สมการสองสมการและถามหาค่า x + y ผู้สอบควรแก้ระบบสมการอย่างรวดเร็วแล้วตรวจสอบผลรวมที่ต้องการ การหยุดเมื่อได้ค่า x เพียงอย่างเดียวเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพราะตัวเลือกคำตอบอาจมีค่า x ไว้ล่อ

การอ่านประโยคคำถามซ้ำก่อนเลือกคำตอบจะช่วยป้องกันการเสียคะแนนที่ไม่ควรเสีย

อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม

บทเรียน 3 ความเพียงพอของข้อมูลและ Data Insights

Data Sufficiency เป็นรูปแบบข้อสอบในส่วน Data Insights ที่วัดความสามารถในการตัดสินว่าข้อมูลเพียงพอต่อการตอบคำถามหรือไม่ แต่ละข้อประกอบด้วยคำถามและข้อความให้ข้อมูลสองข้อความที่มีหมายเลข (1) และ (2) หน้าที่ของคุณไม่ใช่การหาคำตอบที่แน่นอน แต่เป็นการพิจารณาว่าข้อมูลชุดใดเพียงพอ

ตัวเลือกทั้งห้าจะเหมือนเดิมเสมอ: (A) ข้อความ (1) เพียงพอเพียงลำพัง (B) ข้อความ (2) เพียงพอเพียงลำพัง (C) ทั้งสองข้อความร่วมกันจึงพอ แต่ข้อความใดข้อความหนึ่งเพียงลำพังไม่พอ (D) แต่ละข้อความเพียงพอโดยลำพัง และ (E) ต่อให้ใช้ทั้งสองข้อความร่วมกันก็ยังไม่พอ การจำความหมายของตัวเลือกเหล่านี้คือขั้นแรกที่สำคัญที่สุด

วิธีทดสอบความเพียงพอคือลองแทนค่าตัวอย่างที่แตกต่างกัน ถ้ากรณีที่สอดคล้องกับข้อความให้คำตอบต่างกัน แสดงว่าข้อความนั้น ไม่เพียงพอ แต่ถ้าทุกกรณีให้คำตอบเดียวกัน แสดงว่าเพียงพอ คุณไม่จำเป็นต้องหาค่าของคำตอบ แค่ยืนยันว่าค่าดังกล่าวสามารถระบุได้อย่างชัดเจนหรือไม่

ส่วน Data Insights ยังมีรูปแบบข้ออื่นๆ ได้แก่ graphics interpretation, table analysis, multi-source reasoning และ two-part analysis ข้อเหล่านี้ให้กราฟ ตาราง หรือข้อมูลจากหลายแหล่ง และต้องการการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างรวดเร็วและแม่นยำ การฝึกอ่านแกน ฉลาก และหน่วยจะช่วยได้มาก

การบริหารเวลามีความสำคัญมากในส่วนที่เต็มไปด้วยข้อมูล ทำข้อที่อ่านแล้วชัดเจนก่อน ใช้เครื่องคิดเลขสำหรับการเปรียบเทียบที่ซับซ้อน และหลีกเลี่ยงการคิดมากเกินไป (overthinking) ถ้าข้อใดต้องวิเคราะห์นานเกินไป ให้ข้ามไปก่อนเพราะทุกข้อมีค่าคะแนนเท่ากัน

การฝึกกับชุดข้อสอบที่เชื่อมโยงกันช่วยให้เห็นรูปแบบของข้อสอบ หลังฝึกแต่ละครั้ง ให้บันทึกว่าพลาดเพราะเข้าใจตัวเลือกผิด อ่านตารางไม่ครบ หรือไม่ได้ลองแทนหลายกรณี การแก้ที่ตรงจุดจะเพิ่มทั้งความเร็วและความแม่นยำ

เคล็ดลับฝึกฝน ความเพียงพอของข้อมูลและ Data Insights: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว

ตัวอย่าง

ถ้าข้อความ (1) บอกว่าผลบวกของเลขสองจำนวนคือ 10 แต่โจทย์ถามผลคูณของทั้งสองจำนวน ข้อความนี้ไม่เพียงพอ เพราะมีหลายคู่ เช่น 1 กับ 9 หรือ 4 กับ 6 ที่ให้ผลบวกเป็น 10 แต่ให้ผลคูณต่างกัน

ผู้สอบจึงควรตอบว่าข้อความ (1) เพียงลำพังไม่เพียงพอ เว้นแต่ข้อความ (2) จะจำกัดคู่ตัวเลขให้แคบลง

อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม

บทเรียน 4 การให้เหตุผลเชิงวิพากษ์และการอ่าน

ในข้อ Critical Reasoning แต่ละข้อโต้แย้งประกอบด้วยหลักฐาน ข้อสรุป และบ่อยครั้งมีสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ เริ่มจากการหาว่า ข้อสรุป คืออะไร ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ผู้เขียนต้องการให้เชื่อ จากนั้นระบุ หลักฐาน หรือเหตุผลที่ใช้สนับสนุน แล้วมองหาสมมติฐานที่เชื่อมสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน

ประเภทโจทย์ที่พบบ่อย ได้แก่ weaken, strengthen, assumption, inference และ evaluate ข้อ weaken และ strengthen ถามว่าตัวเลือกใดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างหลักฐานกับข้อสรุปอ่อนลงหรือแข็งแกร่งขึ้น ส่วนข้อ assumption ต้องการข้อความที่ต้องเป็นจริงเพื่อให้ข้อโต้แย้งสมเหตุสมผล ข้อ inference ต้องการข้อสรุปที่ตามมาจากเนื้อหาอย่างแน่นอน และ evaluate ถามว่าข้อมูลใดมีประโยชน์ที่สุดในการประเมินข้อโต้แย้ง

สำหรับข้อความอ่าน ให้ใช้ active reading: อ่านย่อหน้าแรกเพื่อหาหัวข้อและท่าทีของผู้เขียน จากนั้นจดโครงสร้างของแต่ละย่อหน้าด้วยประโยคสั้นๆ ถามตัวเองว่าใจความสำคัญคืออะไร ผู้เขียนจัดลำดับข้อโต้แย้งอย่างไร และน้ำเสียงโดยรวมเป็นแบบใด ลองถอดความแต่ละย่อหน้าด้วยคำพูดของคุณเองก่อนเดินหน้าต่อ

เวลาเลือกคำตอบ ให้ตัดตัวเลือกที่ สุดโต่งเกินไป ไม่เกี่ยวข้องกับคำถาม หรืออยู่นอกขอบเขตของเนื้อเรื่อง คำเช่น all, never และ always มักทำให้ตัวเลือกแข็งเกินไป คำตอบที่ถูกต้องมักสอดคล้องกับหลักฐานและไม่เพิ่มข้อมูลใหม่ที่ไม่ได้รับการสนับสนุน

ข้อผิดพลาดทั่วไปคือการเลือกคำตอบที่ฟังดูถูกโดยทั่วไปแต่ไม่ได้ตอบคำถามที่เจาะจง ให้อ่านคำถามก่อนดูตัวเลือก และเปรียบเทียบแต่ละตัวเลือกกับข้อสรุปหรือใจความที่ถอดความไว้แล้ว ถ้าตัวเลือกใดไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างหลักฐานกับข้อสรุป ตัวเลือกนั้นมักผิด

ฝึกกับชุดข้อสอบที่เชื่อมโยงกันและทบทวนข้อผิดทุกข้อโดยจัดกลุ่มตามประเภทโจทย์ ไม่ใช่แค่อ่านคำอธิบาย บันทึกแบบแผน เช่น หาข้อสรุปผิดหรือมองข้ามสมมติฐาน การสะสมคำศัพท์ก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะข้อความ verbal มักใช้คำเชิงวิชาการที่ต้องเข้าใจอย่างรวดเร็ว

เคล็ดลับฝึกฝน การให้เหตุผลเชิงวิพากษ์และการอ่าน: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว

ตัวอย่าง

ถ้าข้อโต้แย้งสรุปว่านโยบายใหม่จะลดต้นทุนเพราะลดชั่วโมงแรงงาน สมมติฐานสำคัญคือ ชั่วโมงแรงงานเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนต้นทุน หากต้นทุนอื่นกลับเพิ่มขึ้น ข้อสรุปก็อาจผิดได้แม้ชั่วโมงแรงงานจะลดลง

ผู้สอบที่ฝึกมองหาสมมติฐานจะตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างหลักฐานกับข้อสรุปก่อนดูตัวเลือกเสมอ

อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม

บทเรียน 5 การแก้ไขประโยคและกลยุทธ์วันสอบ

Sentence Correction ทดสอบความสามารถในการเลือกประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ชัดเจน และมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ละข้อให้ประโยคที่มีส่วนขีดเส้นใต้และตัวเลือกห้าตัวเลือก โดยตัวเลือกแรกเหมือนประโยคเดิมเสมอ คุณต้องประเมินความหมาย โครงสร้าง ความชัดเจน และความกระชับ

กฎที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ subject-verb agreement, parallelism, modifiers, pronouns และ verb tense ประธานและกริยาต้องสอดคล้องกันในเรื่องพจน์ องค์ประกอบในรายการต้องขนานกัน และคำขยายต้องอยู่ใกล้คำที่ขยาย คำสรรพนามต้องอ้างถึงคำนามได้ชัดเจน ส่วนลำดับเวลาต้องสมเหตุสมผล

กลยุทธ์ที่ดีที่สุดคืออ่านประโยคเพื่อเข้าใจความหมายเดิม แล้วเปรียบเทียบตัวเลือกโดยดูการเปลี่ยนความหมาย ถ้าตัวเลือกใดเปลี่ยนประธาน เวลา หรือความสัมพันธ์เชิงตรรกะของประโยค ตัวเลือกนั้นผิด แม้จะฟังดูถูกหลักไวยากรณ์ ให้โฟกัสที่ความแตกต่างระหว่างตัวเลือก ไม่ใช่ทุกคำ

ในวันสอบ ให้ใช้กิจวัตรที่สงบ ตรวจเครื่องคิดเลขบนหน้าจอ จัดจังหวะให้แต่ละส่วนเสร็จทันเวลา และตอบทุกข้อ เพราะไม่มีโทษสำหรับคำตอบผิด ถ้าเวลาใกล้หมด ให้เลือกตัวเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้แทนที่จะปล่อยข้อว่าง

หลังฝึกซ้อม ให้ทบทวนอย่างมีระบบ: บันทึกข้อผิดทุกข้อตามประเภทโจทย์และหัวข้อไวยากรณ์ แล้วสร้างกฎสั้นๆ สำหรับแบบแผนที่เกิดขึ้นซ้ำ เช่น ถ้าพลาดบ่อยที่ parallelism ให้เขียนตัวอย่างประโยคขนานและตรวจสอบอีกครั้งก่อนเลือกคำตอบ

ความสม่ำเสมอในปริมาณน้อยได้ผลดีกว่าการฝึกแบบมาราธอน ฝึกครั้งละ 20-30 นาทีหลายครั้งต่อสัปดาห์ พร้อมทบทวนข้อผิด จะช่วยสร้างความเร็วและความมั่นใจ และใช้ชุดข้อสอบที่เชื่อมโยงกันเพื่อให้การฝึกตรงกับรูปแบบ GMAT Focus

เคล็ดลับฝึกฝน การแก้ไขประโยคและกลยุทธ์วันสอบ: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว

ตัวอย่าง

ในประโยคเกี่ยวกับบริษัทที่กำไรเพิ่มขึ้น ตัวเลือกที่เปลี่ยนช่วงเวลาของเหตุการณ์หรือเปลี่ยนประธานของประโยคต้องถูกตัดออก แม้จะฟังดูถูกไวยากรณ์ก็ตาม เช่น การเปลี่ยนกริยาจากอดีตกาลเป็นปัจจุบันกาลจะเปลี่ยนความหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ

อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม