คอร์สพื้นฐานการฟัง IELTS
คอร์สฟรีสำหรับเตรียมสอบ Listening IELTS ครอบคลุมสี่ตอนของข้อสอบ ประเภทคำถามหลัก ตัวเลขและชื่อ เจตนาของผู้พูด รวมถึงเทคนิคการจดบันทึกและทบทวน พร้อมแบบฝึกหัดที่เชื่อมโยงกัน
สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้
- เข้าใจรูปแบบสี่ตอนและระบบ 40 ข้อของ IELTS Listening
- รู้จักประเภทคำถามหลัก เช่น multiple choice, matching, map labelling และ completion
- คาดเดาคำตอบที่เป็นตัวเลข ชื่อ วัน และคำสำคัญก่อนเริ่มฟัง
- จับรายละเอียดตัวเลข การสะกดคำ และเจตนาของผู้พูดผ่านคำเชื่อมและการถอดความ
- ใช้ระบบจดบันทึก การทบทวน และกลยุทธ์วันสอบเพื่อตอบได้แม่นยำขึ้น
ก่อนเริ่มเรียน
- ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษพื้นฐานเพื่อเข้าใจคำสั่งในข้อสอบ
- นิสัยฝึกฟังภาษาอังกฤษประมาณ 15 นาทีต่อครั้ง
- อุปกรณ์เสียงและแบบฝึกหัด IELTS Listening ที่มีในแพลตฟอร์มนี้
บทเรียน 1 รูปแบบข้อสอบและประเภทคำถาม IELTS Listening
ในบทแรกนี้ เราจะทำความเข้าใจ รูปแบบพื้นฐานของ IELTS Listening เพื่อให้รู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อเริ่มข้อสอบ การฟังใน IELTS แบ่งออกเป็นสี่ตอน โดยสองตอนแรกเป็น บริบทสังคมทั่วไป เช่น การสนทนาเรื่องจองห้องพักหรือสมัครสมาชิกห้องสมุด และอีกสองตอนหลังเป็นบริบทเชิงวิชาการ เช่น การบรรยาย การอภิปรายกลุ่ม หรือคำอธิบายเกี่ยวกับโครงการวิจัย
โดยรวมแล้วข้อสอบมี 40 ข้อ ให้ฟังเสียงยาวประมาณ 30 นาที และหลังจากเสียงจบ ผู้เข้าสอบจะมีเวลา 10 นาที เพื่อย้ายคำตอบลงในกระดาษคำตอบ การเข้าใจลำดับเวลานี้ช่วยให้เราวางแผนอ่านคำถามและเขียนคำตอบได้โดยไม่ตื่นตระหนก
ประเภทคำถามที่พบบ่อย ได้แก่ multiple choice, matching, plan/map labelling, form/table/note completion, sentence completion และ short answer แต่ละประเภทมีรูปแบบแตกต่างกัน แผนที่ต้องฟังทิศทางและตำแหน่ง ส่วนฟอร์มมักต้องกรอกชื่อ ตัวเลข และวันที่ การรู้จักรูปแบบเหล่านี้ช่วยให้รู้ว่าควรตั้งใจฟังข้อมูลแบบใด
สิ่งสำคัญคือ เสียงจะเปิดเพียงครั้งเดียว ดังนั้นการสะกดคำและรูปแบบคำตอบต้องแม่นยำ การสะกดคำมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะชื่อและที่อยู่ ควรดูขีดจำกัดจำนวนคำในแต่ละข้อ เช่น ONE WORD ONLY หรือ NO MORE THAN TWO WORDS เพราะคำตอบที่เกินจำนวนคำจะถือว่าผิด
ข่าวดีคือ การเข้าใจรูปแบบช่วยลดความกังวล เมื่อเรารู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ก็สามารถใช้ช่วงพักระหว่างตอนเพื่อ อ่านคำถามถัดไป และขีดเส้นใต้คำสำคัญ นิสัยการอ่านล่วงหน้านี้เองที่ช่วยให้ผู้เข้าสอบทำข้อสอบได้อย่างมั่นคง
ตลอดคอร์สนี้ ทุกคำอธิบายจะมาพร้อมกับ แบบฝึกหัดโดยตรง ที่เชื่อมโยงกับประเภทคำถามที่กำลังพูดถึง เพื่อให้เราได้นำกลยุทธ์ใหม่ไปใช้ทีละขั้นและเห็นพัฒนาการของตัวเองในแต่ละบทเรียน
เคล็ดลับฝึกฝน รูปแบบข้อสอบและประเภทคำถาม IELTS Listening: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
ในโจทย์ form completion เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกห้องสมุด ผู้พูดบอกว่าสมาชิกจะเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดี คำตอบที่ถูกต้องคือ Thursday ซึ่งต้องเขียนแบบนั้นโดยไม่เติมคำอื่น
แม้ผู้พูดอาจกล่าวว่า your membership starts on Thursday แต่คำว่า on ไม่นับเป็นคำตอบ เนื่องจากโจทย์จำกัดให้ตอบเพียงหนึ่งคำ นิสัยการเขียนประโยคเต็มทั้งประโยคมักทำให้เสียคะแนน เพราะสิ่งที่ตรวจคือคำหลักของคำถาม
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 2 การคาดเดาคำตอบก่อนเริ่มฟัง
กลยุทธ์แรกในบทนี้คือ อ่านคำถามก่อนที่เสียงจะเริ่ม เมื่อมีช่วงพัก ให้ใช้เวลาเหล่านั้นอ่านคำถามและ ขีดเส้นใต้คำสำคัญ เช่น ชื่อสถานที่ เวลา หรือคำที่บ่งบอกว่ากำลังหาข้อมูลประเภทใด
คำถามและไวยากรณ์ในโจทย์มักบอกประเภทของคำตอบ หากโจทย์ขึ้นต้นด้วย Where คำตอบมักเป็นสถานที่ ถ้าตามด้วยคำกริยา is คำตอบอาจเป็นเอกพจน์ และถ้ามี How much คำตอบจะเป็นราคา การคาดเดาแบบนี้ช่วยให้เรารู้ว่าควรฟังคำหรือตัวเลขแบบใด
หัวข้อและบริบทของโจทย์ เช่น form, map หรือ table ก็ให้ข้อมูลมากเช่นกัน แบบฟอร์มมักมีชื่อ วัน และตัวเลข แผนที่นำทางเราไปตามทิศทางและตำแหน่ง ส่วนตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคอลัมน์ เช่น สาเหตุและผลลัพธ์ การอ่านโครงสร้างเหล่านี้ก่อนเสียงเริ่มช่วยให้เราตามเนื้อหาได้ทัน
เรายังสามารถคาดเดารูปแบบเวลา ราคา หมายเลขโทรศัพท์ และการสะกดคำได้จากลักษณะโจทย์ทั่วไป โจทย์ที่มี ___ am ต้องการเวลา โจทย์ที่มีสัญลักษณ์สกุลเงินต้องการราคา และส่วนที่ระบุ spelled มักจะมีการสะกดชื่อหรือตัวอักษร การฝึกคาดเดาแบบนี้ช่วยให้ตอบสนองได้เร็วขึ้นเมื่อเสียงดำเนินไป
สุดท้าย อย่าหยุดอยู่กับข้อที่พลาด หากฟังไม่ทันข้อใด ให้เดาไว้ก่อนแล้วรีบตามผู้พูดทันที ใช้ช่วงพักถัดไปเพื่อกลับมาทันและป้องกันไม่ให้พลาดหลายข้อติดต่อกัน
เคล็ดลับฝึกฝน การคาดเดาคำตอบก่อนเริ่มฟัง: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
หากโจทย์เขียนว่า the tour begins at ___ am เรารู้ทันทีว่าคำตอบคือเวลาช่วงเช้า เมื่อผู้พูดกล่าวว่า quarter past nine คำตอบที่ถูกต้องคือ 9:15 ไม่ใช่ 9:15 am หากโจทย์กำหนดให้ตอบเพียงหนึ่งคำ
การคาดเดาก่อนฟังเปลี่ยนวิธีประมวลผลของเรา แทนที่จะพยายามเข้าใจทั้งประโยค เรามุ่งค้นหาตัวเลขเวลาและแปลงคำว่า quarter past เป็นตัวเลข นี่คือเหตุผลที่ผู้ที่อ่านคำถามก่อนมักตอบได้เร็วและแม่นยำกว่า
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 3 การฟังรายละเอียด ตัวเลข และชื่อ
บทนี้เน้น ความแม่นยำของตัวเลขและรายละเอียด เพราะผู้เข้าสอบจำนวนมากเสียคะแนนไม่ใช่เพราะไม่ได้ยิน แต่เพราะจดผิด เราจะฝึกฟังวันที่ เวลา ราคา หมายเลขโทรศัพท์ และปริมาณอย่างละเอียด
กับดักที่พบบ่อยคือตัวเลขที่ฟังดูคล้ายกัน เช่น 13 และ 30 ในภาษาอังกฤษ การเน้นเสียงพยางค์ช่วยแยกความแตกต่าง แต่เราก็ต้องระวังตัวอักษรซ้ำ เช่น double L และตัวอักษรที่ออกเสียงคล้ายกัน เช่น B และ V
ชื่อและที่อยู่มักถูก สะกดทีละตัวอักษร ดังนั้นควรจดตามที่ได้ยินทุกประการ อย่าเปลี่ยนการสะกดเป็นคำที่เราคิดว่าถูก เพราะตัวอักษรที่ผิดเพียงตัวเดียวก็ทำให้คำตอบผิดแม้ความหมายจะใกล้เคียง
ควรใส่ใจ ตัวพิมพ์ใหญ่ รูปพหูพจน์ หน่วย และสัญลักษณ์สกุลเงิน หากผู้พูดกล่าวว่า two tickets ให้เขียน tickets ไม่ใช่ ticket ถ้าราคาถูกกล่าวเป็น $15 ให้คงสัญลักษณ์หรือหน่วยตามที่โจทย์กำหนด รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ตัดสินว่าคำตอบถูกหรือผิด
สุดท้าย จดตัวเลขทันทีที่ได้ยิน และใช้ช่วงโอนย้ายคำตอบเพื่อตรวจทาน การจดทันทีช่วยลดความเสี่ยงในการลืม ส่วนการตรวจทานตอนท้ายช่วยค้นหาการสะกดผิดหรือตัวเลขที่สลับกัน
เคล็ดลับฝึกฝน การฟังรายละเอียด ตัวเลข และชื่อ: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
เมื่อผู้พูดสะกดหมายเลขอ้างอิงการจองเป็น B four eight X Q เราต้องเขียน B48XQ ตามลำดับที่ได้ยินทุกประการ อย่าแปลงเลข four และ eight กลับเป็นตัวอักษร หรือเติมคำที่ไม่ปรากฏ
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การฟังการสะกดเป็นทักษะเฉพาะทาง ตัวเลขที่พูดเป็นคำต้องแปลงเป็นตัวเลขทันที ขณะที่ตัวอักษร เช่น B และ X ควรคงเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ตามที่ผู้พูดออกเสียง
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 4 เจตนาของผู้พูด คำเชื่อม และการถอดความ
ในบทนี้ เราจะฝึกอ่าน เจตนาของผู้พูด และรู้จักภาษาที่ใช้เชื่อมโยงความคิดในเสียง คำเช่น for example, however, because และ in conclusion บอกทิศทางของข้อโต้แย้งก่อนที่ข้อมูลสำคัญจะมาถึง
นอกจากนี้ ควรสังเกต ทัศนคติของผู้พูด จากคำที่เลือกใช้ เช่น agree, doubt, suggest และ insist คำเหล่านี้เผยว่าคนพูดกำลังสนับสนุน สงสัย เสนอ หรือยืนกราน ซึ่งมักเป็นหัวใจของคำถามเกี่ยวกับทัศนคติ
จุดสำคัญอีกข้อคือ คำตอบมักถูกถอดความใหม่ คำที่ตรงกับโจทย์ทุกตัวอักษรอาจไม่ใช่คำตอบ และคำที่ได้ยินตรง ๆ อาจเป็น ตัวลวง ที่ตั้งใจวางไว้ ควรเปรียบเทียบความหมาย ไม่ใช่แค่คำศัพท์
ในโจทย์ matching เราต้องจับคู่ผู้พูดกับข้อความโดยพิจารณาแนวคิดที่แสดงออก ตัวอย่างเช่น ประโยค I am not convinced หมายถึงสงสัย ส่วน I strongly recommend หมายถึงสนับสนุน การฝึกจับคู่วลีกับทัศนคติช่วยให้เราทำข้อนี้ได้เร็วขึ้น
สุดท้าย ตามสรรพนามและแนวคิดที่กล่าวซ้ำ ในการอภิปรายหรือการบรรยายเชิงวิชาการ หากผู้พูดกล่าวถึง the project หรือ this method ซ้ำ ๆ เราต้องรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไร เพราะคำถามมักถามความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด ไม่ใช่แค่ข้อเท็จจริงเดี่ยว
เคล็ดลับฝึกฝน เจตนาของผู้พูด คำเชื่อม และการถอดความ: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
เมื่อผู้พูดกล่าวว่า I am not convinced the plan will work ทัศนคติที่ถูกต้องที่สุดคือ สงสัย (doubtful) ไม่ใช่ สนับสนุน (supportive) ประโยคปฏิเสธ เช่น not convinced กลับความหมายพื้นฐานของคำ convinced ดังนั้นเราจึงต้องจับความหมายของทั้งวลี
กลยุทธ์ที่มีประโยชน์คือ จดคำปฏิเสธและคำแสดงทัศนคติ ทันทีที่ได้ยิน not ตามด้วยคำเช่น sure หรือ convinced ให้เชื่อมโยงกับความรู้สึกสงสัย แล้วเลือกตัวเลือกที่มีความหมายตรงกัน
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม
บทเรียน 5 การจดบันทึก การทบทวน และกลยุทธ์วันสอบ
บทสุดท้ายนี้จะรวมทุกอย่างเป็น ระบบจดบันทึกที่เรียบง่าย และแผนสำหรับวันสอบ เริ่มจากจดเฉพาะคำสำคัญ ไม่ใช่ประโยคเต็ม และใช้ตัวย่อหรือสัญลักษณ์ที่เราเข้าใจ เช่น ลูกศรแทนความสัมพันธ์เหตุและผล หรือ w/ แทน with
บันทึกที่ดีช่วยได้มากในโจทย์ matching, table completion และการสรุปเนื้อหาการบรรยาย การจดแก่นของแต่ละแนวคิดทำให้เราเปรียบเทียบตัวเลือกได้โดยไม่ต้องจำเสียงทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลมาเร็ว
ใช้ ช่วงโอนย้ายคำตอบ 10 นาที ให้คุ้มค่า ตรวจการสะกด ไวยากรณ์ และลำดับคำตอบ ให้แน่ใจว่าคำตอบอยู่ในขีดจำกัดของคำ มีรูปคำนามหรือคำกริยาตามที่โจทย์ต้องการ และหมายเลขข้อไม่สลับกัน
หลังฝึกซ้อม ควร ทบทวนอย่างสม่ำเสมอ โดยบันทึกข้อผิดพลาดตามประเภทคำถาม เช่น วันที่ผิด, สะกดชื่อผิด หรือ ตามไม่ทันข้อจับคู่ รูปแบบเหล่านี้บ่งบอกว่าต้องฝึกทักษะใดเพิ่มในครั้งต่อไป
สำหรับวันสอบ ให้ทำตามแผนปฏิบัติ: ตรวจอุปกรณ์และระดับเสียงก่อนล่วงหน้า ตั้งสติ รักษาจังหวะ และตอบทุกข้อ หากไม่แน่ใจ ให้เดาข้อที่ดีที่สุดไว้ เพราะข้อที่เว้นว่างผิดแน่นอน แต่การเดายังมีโอกาสถูก
เคล็ดลับฝึกฝน การจดบันทึก การทบทวน และกลยุทธ์วันสอบ: ทบทวนบทเรียนนี้ในเวลาสั้น ๆ ทุกวัน หลังทำแบบฝึกหัดแต่ละข้อให้บอกกฎหรือขั้นตอนที่ใช้ ถ้าบอกไม่ได้ ให้ทบทวนหัวข้อนั้นก่อนไปต่อ ความสม่ำเสมอช่วยจำได้ดีกว่าการอ่านนาน ๆ ครั้งเดียว
ตัวอย่าง
ระหว่างการบรรยายเรื่องการคมนาคมในเมือง เราอาจจดไว้เพียง 3 causes, metro example และ expert doubt บันทึกสั้น ๆ แบบนี้เพียงพอต่อการตอบโจทย์ matching เพราะเราแค่เปรียบเทียบแก่นของแต่ละแนวคิดกับตัวเลือกที่มี
ตัวอย่างนี้แสดงเป้าหมายหลักของการจดบันทึก นั่นคือ เก็บข้อมูลสำคัญในรูปแบบที่อ่านแล้วเข้าใจเร็ว เพื่อไม่ต้องเปิดเสียงซ้ำหรือพึ่งพาความจำที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว
อ่านคำถามอีกครั้งก่อนจบ และตรวจสอบว่าคำตอบตรงกับสิ่งที่ถาม